ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้พุ่มสูง 50-150เซนติเมตร ลําต้น ตั้งตรงใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่น ใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 8-16เซนติเมตร กว้าง 3-5เซนติเมตร ปลายใบเรียว แหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ก้านใบ ยาว 1-3เซนติเมตรดอกช่อแบบช่อเชิงลด ออกที่ปลายยอด ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงสีเขียว รูประฆัง ยาว 5มิลลิเมตร กลีบ ดอกสีม่วงแกมแดง เชื่อมกันเป็นรูปคนโท ส่วนหลอดกลีบพองออกด้านเดียว ส่วน ปลายแยกเป็น 5แฉกผลแบบ ผลแห้งแตก ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร

ถิ่นกำเนิด :

มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน และทางตอนใต้จนถึงตอนกลางของประเทศจีนและแพร่กระจายไปยัง มอริเชียส เรอูนียง และหมู่เกาะวินด์เวิร์ด

การใช้ประโยชน์ :

ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานีใช้ลําต้นต้มนํ้าดื่ม ขับปัสสาวะ พืชผักสวนครัวอีกชนิดที่มีดอกสวยงามมาก ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักแกล้ม กับนํ้าพริกทางเหนือใช้ทานกับลาบ

ส่วนที่นำมาใช้ :

-ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริกและลาบได้ -ใบมีรสขมหวาน มีสรรพคุณช่วยคลายเครียด แก้เบาหวาน -ยอดใช้นึ่งรับประทานเป็นยาแก้ปวดหลัง (ยอดอ่อน) -ยอดอ่อนมีรสขมอ่อน ๆ ใช้รับประทานเป็นอาหาร มีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร (ยอดอ่อน)

การขยายพันธุ์ :

-เพาะเมล็ด โดยการเพาะเมล็ดในกระบะขี้เถ้าแกลบประมาณ 45 วัน นำต้นกล้าที่ได้ ปลูกเพาะต้นดีปลากั้ง เพาะชำโดยใช้ดิน 2 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน เปลือกมะพร้าว 1 ส่วน ค่า pH ประมาณ 5 เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตได้ 60 วัน จึงนำลงแปลงปลูกกลางแจ้ง โดยทำด้วยไม้ไผ่ หรือปลูกร่วมกับไม้ยืนต้นในกระบวนการเกษตร เช่น ไผ่ สัก ปอสา หรือไม้ผลอื่นๆ พื้นที่ปลูกควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 300-900 เมตร -ตอนกิ่ง เริ่มต้นด้วยการเลือกกิ่งของที่แก่เติมที่จากนั้นปลอกเปลือกชั้นนอกของต้นออกเป็นระยะ5-10 เซนติเมตร จากนั้นทาน้ำยาเร่งรากจากนั้นห่อด้วย กากมะพร้าวผสมด้วยขุยมะพร้าว ดินปลูกต้นไม้จากนั้นห่อด้วยพลาสติ๊กรัดให้เรียบเรียบจากนั้นรดน้ำจากนั้นรอรากงอกพร้อมปลูก -ปักชำ นำเถาที่มีข้อมาปักชำในกระบะ หรือถุงที่บรรจุขี้เถ้าแกลบ เมื่อเถาแตกรากและยอดแข็งแรงดีแล้ว จึงนำลงแปลงปลูกต่อไป

การกระจายพันธุ์ :

พบตามป่าดิบแล้งใกล้ลำธาร ที่ความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 200 เมตร

ช่วงเวลามีดอกและผล :

ออกดอกและติดผลเป็นช่วงตลอดทั้งปี

ข้อควรระวัง :

-คนที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำ ความดันโลหิตต่ำ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานดีปลากั้ง -ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ไม่ควรรับประทานดีปลากั้ง แทนยา หรือหยุดยาแผนปัจจุบันแล้วมาทานหนานเฉาเหว่ยอย่างเดียว โดยเฉพาะคนที่ควบคุมโรคได้ดีอยู่แล้ว เพราะจะทำให้น้ำตาลต่ำและความดันตกจนเป็นอันตรายได้ แต่สามารถทานดีปลากั้ง เพื่อบำรุงร่างกายเป็นครั้งคราวได้ -หากรับประทานดีปลากั้ง แล้วมีอาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อออกมาก หมดแรง ให้หยุดรับประทานแล้วไปพบแพทย์ทันที -ดีปลากั้ง อาจมีพิษต่ออัณฑะ ชายวัยเจริญพันธุ์จึงไม่ควรรับประทานดีปลากั้ง ติดต่อกันเป็นเวลานาน -ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดเพราะอาจจะเสริมฤทธิ์ของยาทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น -ไม่แนะนำให้รับประทานทุกวันหรือรับประทานต่อเนื่อง เพราะเป็นยารสเย็นซึ่งจะส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ท้องอืดง่าย มือเท้าเย็น อ่อนเปลี้ยเพลียแรง

อนุกรมวิธาน

FAMILY : ACANTHACEAE

a