ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ทองกวาวเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 8 - 20 เมตร เรือนยอดทรงกลมหรือรูปไข่ ทรงพุ่มทึบปานกลาง ผลัดใบ เจริญเติบโตช้ามากเนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาออกดอกใบจะร่วงหมด ดอกสะพรั่งเต็มต้น เป็นไม้ที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งทนลมและสภาพดินเค็ม ถ้าปลูกในที่ชื้นหรือใกล้แหล่งน้ำจะไม่ค่อยออกดอก ปลูกจากเมล็ดจะออกดอกเมื่อมีอายุ 8 - 10 ปี โคนลำต้นมีลักษณะเป็นพูพอนเล็กน้อย ลำต้นมักจะบิดงอไม่ตั้งตรง กิ่งก้านจะแตกออกไม่เป็นระเบียบบิดโค้งและห้อยย้อยลงมา ลำต้นเมื่อมีอายุมาก ๆ มักจะเป็นโพรงกลวง เปลือก สีเทาคล้ำแตกเป็นร่องตื้น ๆ ทั้งตามทางยาวและตามขวาง เมื่อแก่มีสีเทาคล้ำ จากนั้นจะแตกเป็นสะเก็ดหลุดลอกออก และเปลือกใหม่จะขึ้นมาแทนที่ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มี 3 ใบย่อยคล้ายใบถั่ว ออกสลับ ก้านใบ ยาว 25 - 30 เซนติเมตร โคนก้านใบบวม ใบยอดรูปไข่กลับปลายมน โคนสอบ ส่วนอีก 2 ใบ ออกตรงกันข้ามรูปไข่ค่อนข้างกว้างโคนใบเบี้ยว เส้นกลางใบนูนชัดเจน ขอบใบเรียบ ใบกว้าง 10 - 18 เซนติเมตร ยาว 15 - 20 เซนติเมตร ดอก มีสีเหลืองแสดหรือสีส้ม ดอกเดี่ยว คล้ายดอกถั่ว หรือดอกทองหลาง กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันมีขนสีน้ำตาลเข้ม กลีบดอก 5 กลีบ ยาว 5-7 เซนติเมตร ปลายแหลมมน โค้งบิดงอ มีเกสรเพศผู้ 10 อัน ยาว 6 - 8 เซนติเมตร โค้งบิดงอเช่นเดียวกับกลีบดอก ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งก้านและปลายกิ่ง ผล เป็นฝักแห้ง สีน้ำตาลอมเหลือง มีขนนุ่ม รูปขอบขนาน แบนบาง สันหนา โค้งงอเล็กน้อย กว้าง 3 - 4 เซนติเมตร ยาว 12 - 15 เซนติเมตร มีเมล็ดอยู่ภายใน เมล็ด ติดอยู่ที่ปลายฝัก รูปร่างเป็นแผ่นแบนบาง สีน้ำตาลคล้ายรูปไต กว้าง 1.0-1.2 เซนติเมตร ยาว 1.5-2.0 เซนติเมตร ฝักหนึ่งมีเมล็ด 1 - 2 เมล็ด

ถิ่นกำเนิด :

หมู่เกาะอินเดียตะวันตก

การใช้ประโยชน์ :

เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือนและเครื่องมือการเกษตร เมื่อแห้งจะมีน้ำหนักเบาและหดตัวมาก เปลือกใช้ทำเชือกและกระดาษ ดอกใช้ย้อมผ้า ขับปัสสาวะถอนพิษไข้ เมล็ดบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำมะนาวทาแก้คันและแสบร้อน ใบตำพอกฝีและสิว ถอนพิษ แก้ปวด ยาง ใช้แก้ท้องร่วง รากใช้ประคบบริเวณที่เป็นตะคริวได้มีการทดลองพบว่าเปลือกมีสารฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติทางเภสัช

ส่วนที่นำมาใช้ :

เนื้อไม้ เปลือกไม้ ดอก ยาง ใบ เมล็ด

การขยายพันธุ์ :

เมล็ด

การกระจายพันธุ์ :

ประเทศไทยพบได้ทั่วไปในบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม ป่าไม้ผลัดใบ ป่าละเมาะ และทุ่งนาที่แห้งแล้ง พบมากทางภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และกระจัดกระจายตามภาคต่าง ๆ ยกเว้นภาคใต้

ช่วงเวลามีดอกและผล :

ออกดอกในระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน

ข้อควรระวัง :

เนื่องจากหลักฐานทางด้านความเป็นพิษมีน้อย จึงควรที่จะได้ระมัดระวังในการใช้ และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ

อนุกรมวิธาน

FAMILY : FABACEAE

a